วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พาณิชย์ปลื้ม!! ส่งออกเดือน ม.ค. พุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี

"รมว.พาณิชย์" เผยยอดส่งออกเดือน ม.ค. 61 ขยายตัว 17.6% พุ่งสูงสุดในรอบมากกว่า 5 ปี มั่นใจทั้งปีตัวเลขส่งออกโตได้ 8%

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีมูลค่า 20,101 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 62 เดือนหรือ 5 ปี 2 เดือน เนื่องการส่งออกสินค้าเกือบทุกรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรส่งออกเพิ่มขึ้น ทั้งปริมาณและมูลค่า โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวขยายตัว 16.2% ยกเว้นยางพาราและน้ำตาล รวมทั้งยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ เช่น รัสเซียยังเป็นบวก แสดงให้เห็นว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยและค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นมาจากการที่สหรัฐทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ประเทศอื่นในภูมิภาคแข็งค่าเป็นไปในทิศทางเดียวกับไทย
"อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้ 8% ตามเป้าหมาย จากสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยน 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมัน 55-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะสามารถผลักดันให้ มีมมูลค่าการส่งออกได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 21,412 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นการพัฒนาเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าใหม่ๆ รวมถึงสินค้าบริการ ตลอดจนผลักดัน เอสเอ็มอีให้มีการส่งออกมากขึ้น" รมว.พาณิชย์ กล่าว
ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่ากว่า 20,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 24.3% จากการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง รวมถึงสินค้าทุนและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี ในช่วงภาวะเงินบาทแข็งค่า ทำให้ดุลการค้า เดือนมกราคมขาดดุล 119.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขาดดุลเป็นเดือนที่ 2 เป็นการนำเข้าจากสินค้าทุนและโอกาสที่ค่าเงินบาทแข็งทำให้ราคาสินค้ามีราคาต่ำลง จึงเป็นจังหวะที่ดี และคาดว่าในไตรมาสแรกปีนี้โอกาสส่งออกเติบโตกว่า 8% ได้
แหล่งข้อมูล กรุงเทพธุรกิจ

76 จว.ลุย”ไทยนิยม ยั่งยืน” แท็กทีมปลุกศก.ฐานราก ชู”ท่องเที่ยว-เกษตร-สร้างอาชีพ” เพิ่มรายได้

76 จว.ลุย”ไทยนิยม ยั่งยืน” แท็กทีมปลุกศก.ฐานราก ชู”ท่องเที่ยว-เกษตร-สร้างอาชีพ” เพิ่มรายได้


จากการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ได้มอบแนวทางให้แก่ผู้ร่วมประชุม ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดรวมกว่า 2,800 คน เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบวาระงานสำคัญด้านเศรษฐกิจและสังคม กับด้านความมั่นคง โดยมีนโยบายหลัก 10 เรื่อง
1.สัญญาประชาคมผูกใจไทยเป็นหนึ่ง 2.คนไทยไม่ทิ้งกัน 3.ชุมชนอยู่ดีมีสุข 4.วิถีไทยวิถีพอเพียง 5.รู้สิทธิ รู้หน้าที่ รู้กฎหมาย 6.รู้กลไกการบริหารราชการ 7.รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม 8.รู้เท่าทันเทคโนโลยี 9.ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.งานตามภารกิจของส่วนราชการ หน่วยงาน
ขับเคลื่อนโดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผ่านทีมขับเคลื่อนในระดับอำเภอ 878 อำเภอ ระดับตำบล 7,663 ทีม แบ่งเป็น 7,255 ทีมตำบล 208 ทีมเทศบาล 200 ทีมใน กทม. รวมหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ 83,515 แห่ง ลงไปสู่ประชาชน 66.1 ล้านคน โดยจะเริ่มคิกออฟพร้อมกันในวันที่ 21 ก.พ. 2561
ขับเคลื่อนจังหวัดส่งเสริมเกษตร
นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การรับมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น สามารถนำนโยบายมาทำความเข้าใจกับทีมงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และอาจกระตุ้นการรับรู้ของประชาชนด้วยการจัดประกวดละครเวทีไทยนิยม ยั่งยืนใน 10 หัวข้อ และนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เฟซบุ๊ก ไลน์กรุ๊ป ในการประสานงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงให้ประชาชนสามารถติดตามได้ ขณะเดียวกันนำ big data มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อขับเคลื่อนชุมชนฐานรากให้ทันสมัยในฐานะที่เป็นเมืองสมาร์ทซิตี้
“โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ขอนแก่นจะเป็นตัวอย่างที่ดีของโครงการนี้ เพราะมีความหลากหลายและเป็นเมืองที่ชูความเป็นสมาร์ทซิตี้ ไมซ์ซิตี้ เป็นเมืองที่เจริญ แต่ก็มีสังคมอีกแบบหนึ่งที่เป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ เราจะต้องเดินไปด้วยกัน ให้ได้ประโยชน์ด้วยกัน ฝั่งที่เจริญก้าวหน้ากับฝั่งเกษตรกรรมจะได้ประโยชน์ร่วมกัน นี่คือจุดประสงค์ที่สำคัญที่ทำให้เกิดไทยนิยมยั่งยืน” ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นกล่าว
ขณะที่นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้จังหวัดชัยภูมิได้ประชุมหารือกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อคิดโครงการก่อนสรุปประเด็นให้เข้าใจตรงกัน และได้เชิญหน่วยงานหลักในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาร่วมส่งเสริมอาชีพทางด้านการเกษตร เช่น การเลี้ยงสัตว์ บริหารจัดการน้ำ บัญชีสหกรณ์ การพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลอยากให้เกิดการบูรณาการ ฉะนั้นต้องหาข้อสรุปในภาพรวมให้ได้ก่อน โดยมีนายอำเภอรับผิดชอบในพื้นที่ต่าง ๆ
“เราทำงานแบบเป็นทีมฟุตบอล โดยมีผมเป็นกัปตันทีม รองผู้ว่าฯ และหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมดเป็นกองหลัง ส่วนนายอำเภอเป็นหัวหน้ากลองกลาง และประชาชนคือกองหน้าที่ต้องยิงประตูให้สำเร็จ โดยต้องร่วมกับหน่วยงานราชการในการขับเคลื่อนโครงการ ก่อนการรับมอบนโยบาย ทีมงานได้มีการลงพื้นที่ไปพบกับผู้นำท้องถิ่นครบทุกอำเภอแล้ว เพื่อรับฟังความต้องการของประชาชน ซึ่งมีทีมตำบลทั้งหมด 125 ทีม 124 ตำบล 1 เขตเทศบาล ที่จะลงไปทำงานในวันที่ 21 ก.พ. 2561”
ชูท่องเที่ยวโดยชุมชน
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการระดับตำบล หรือทีมตำบล 89 ทีม และตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดและอำเภอเรียบร้อยแล้ว โดยได้ทำความเข้ากับเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หลังจากประชุมรับมอบนโยบายจะเรียกทีมตำบล ทีมละ 7-12 คน มาพูดคุยกัน และมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการดูแล
คนละตำบลในวันที่ 21 ก.พ. 2561 จะคิกออฟรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นจะเริ่มทำงานร่วมกันทั้งหมด 10 เรื่อง แต่ชูเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพราะจังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งในการดำเนินงานเลือกอำเภอละ 3-5 ชุมชน จาก 14 อำเภอ ให้ดำเนินการท่องเที่ยวโดยชุมชน
เช่นเดียวกับจังหวัดสตูล นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ได้ออกคำสั่งจัดตั้งชุดปฏิบัติที่จะลงไปพูดคุยกับประชาชนและสั่งการถึงอำเภอเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ต้องให้ทีมลงไปพูดคุยกับชาวบ้านถึงปัญหาและความต้องการให้ตรงจุด เนื่องจากจังหวัดสตูลมีชาวมุสลิมจำนวนมาก จึงต้องมีการเชิญผู้นำศาสนามาให้ความคิดเห็นด้วย ขณะเดียวกันนั้นจะต้องมองถึงยุทธศาสตร์ของชาติ ภูมิภาค และจังหวัดด้วย โดยจังหวัดสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชน
พร้อมคิกออฟนโยบาย “บิ๊กตู่”
ส่วนนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระบุว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนจะเน้นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมามีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนกว่า 75,000 คน ดังนั้นทีมตำบลต้องไปรับฟังปัญหาความต้องการของราษฎร 2 ระดับ ทั้งระดับบุคคลและระดับหมู่บ้าน โดยเริ่มดำเนินการวันที่ 16 ก.พ. 2561 และต้องแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
นอกจากนี้ต้องมีการจัดระบบเพิ่มเติมในเรื่องไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการให้ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ เกษตรจังหวัด ไปเป็นที่ปรึกษาการปฏิบัติงานในแต่ละตำบล
ด้านนางฉัตรพร ราษฎร์ดุษดี ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ตอนนี้จังหวัดเพชรบุรีมีกลไกการทำงานเตรียมพร้อมแล้ว และมีคำสั่งจังหวัดถึงนายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ ให้จัดตั้งชุดระดับตำบล 7-12 คน การเข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบายจากนายกฯ ถือว่ามีการชี้แจงชัดเจนมาก ภายในวันที่ 21 ก.พ.จะต้องประชุมชี้แจงกลไกระดับจังหวัดครั้งที่ 1 เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจในระดับอำเภอก่อนลงมือปฏิบัติงาน ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นเป็นรูปธรรม เพราะต้องรู้ปัญหาภายในจังหวัดเสียก่อน จะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร
แม้ช่วงเริ่มต้น “ไทยนิยม ยั่งยืน” จะได้รับการขานรับแข็งขันจากฝ่ายปฏิบัติ แต่เวลาจะพิสูจน์ผลงานว่า แนวทางใหม่จะตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศ ก้าวสู่จุดหมายความยั่งยืนได้สำเร็จหรือไม่
แหล่งข้อมูล ประชาชาติธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กอช. ร่วม มท. ฝาก “นายอำเภอ” ทั่วประเทศส่งเสริม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน รับสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ ขานรับโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน”

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. และ กระทรวงมหาดไทย พร้อมส่งเสริมการออมเพื่อบำนาญ รณรงค์ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส. อปพร. และประชาชนในพื้นที่ สมัครเป็นสมาชิก กอช. รับสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ เป็นการสร้างเสริม “วิถีไทยวิถีพอเพียง”กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. และ กระทรวงมหาดไทย พร้อมส่งเสริมการออมเพื่อบำนาญ โดยนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายให้นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ รณรงค์ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อส. อปพร. และประชาชนในพื้นที่ สมัครเป็นสมาชิก กอช. รับสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ เป็นการสร้างเสริม “วิถีไทยวิถีพอเพียง” มีวินัยการออมในทุกช่วงอายุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เปิดเผยว่า กอช. และกระทรวงมหาดไทย พร้อมดำเนินการภายใต้นโยบายการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” โดย กอช. เป็นหนึ่งในเนื้อหาชุดความรู้เรื่องที่ 4 “วิถีไทยวิถีพอเพียง” ในการสร้างเสริมวินัยการออมในทุกช่วงอายุ จากชุดความรู้ทั้งหมด 10 เรื่อง ซึ่งวิทยากรท้องถิ่นภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” จะได้ถ่ายทอดให้ประชาชนในพื้นที่ได้รู้จักและเข้าใจสิทธิการรับเงินสมทบจากรัฐ ผ่านการออมกับ กอช. พร้อมโอกาสรับบำนาญตลอดชีวิต

โดยในงาน “การประชุมมอบแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ให้แก่ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารส่วนกลาง” จัดโดย กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายให้แก่ปลัดจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และผู้บริหารส่วนกลาง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการคัดเลือกบุคลากรในพื้นที่ เป็นวิทยากรขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” เพื่อถ่ายทอดชุดความรู้ 10 เรื่องให้ประชาชนในพื้นที่ ซึ่ง กอช. พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของวิทยากรท้องถิ่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้นายอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ แจ้งรณรงค์ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในการประชุมประจำเดือน มาสมัครเป็นสมาชิก กอช. รับสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ อาสารักษาดินแดน (อส.) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) รวมทั้งประชาชนที่มีสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ ให้มาสมัครเป็นสมาชิก กอช.

ตรวจสอบสิทธิรัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญได้ที่ เว็บไซต์ กอช. www.nsf.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนเงินออม โทร.02-017-0789 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. / Facebook : กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช. / Line: @nsf.th และสมัครเป็นสมาชิก กอช. รับสิทธิ์รัฐสมทบเงินออมเพื่อบำนาญ สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนไปติดต่อสมัครได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ทุกสาขา สำนักงานคลังจังหวัดทุกแห่ง สถาบันการเงินชุมชนที่เข้าร่วม และเครือข่ายรับสมัครสมาชิก กอช. ทั่วประเทศ .....กอช. คุณออม รัฐช่วยออม คุณได้บำนาญ…..

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ไฟเขียว! ครม.เห็นชอบ ปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานฝีมือ 16 สาขา อัตรา 340-600 บาท


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 7) ที่เสนอโดยกระทรวงแรงงาน ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง องค์กรไตรภาคี เรื่องการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือใน 4 กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรม รวม 16 สาชาอาชีพ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในที่ผ่านมา มีผลตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอัตราค่าแรงในระดับแรงงานฝีมือหากใครต้องการค่าจ้างที่สูงขึ้น ต้องพัฒนาฝีมือของตัวเอง แล้วไปทดสอบกับกระทรวงแรงงานเพื่อให้ได้ค่าจ้างที่สูงในระดับแรงงานฝีมือตามที่กำหนดไว้
สำหรับการปรับเพิ่มค่าจ้าง ตามมาตรฐานฝีมือ มีดังนี้ 1. กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก แบ่งเป็นพนักงานหลอมเหล็กเตาอาร์กไฟฟ้า ระดับที่ 1 ค่าจ้าง 480 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 580 บาท พนักงานปรุงแต่งน้ำเหล็กในเตาฯ ระดับที่ 1 ค่าจ้าง 500 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 600 บาท/วัน, พนักงานหล่อเหล็ก ระดับที่ 1 ค่าจ้าง 460 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 560 บาท/วัน และ พนักงานควบคุมอบเหล็ก ระดับที่ 1 ค่าจ้าง 440 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 540 บาท/วัน
2.กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก แบ่งเป็น ช่างเทคนิคเครื่องฉีดพลาสติก ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 450 บาท/วัน, ช่างเทคนิคเครื่องเป่าถุงพลาสติก ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 450 บาท/วัน, ช่างเทคนิคเครื่องเป่าภาชนะ ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 450 บาท/วัน และ ช่างเทคนิคซ่อมเครื่องเป่า ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 410 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 480 บาท/วัน
3.กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ แบ่งเป็น พนักงานเตรียมวัตถุดิบ ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 340 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 370 บาท/วัน, พนักงานผลิตชิ้นส่วน ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 450 บาท/วัน, พนักงานประกอบเฟอร์นิเจอร์ ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 350 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 400 บาท/วัน และ ช่างทำสีเฟอร์นิเจอร์ ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 360 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 400 บาท/วัน
และ 4.กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า แบ่งเป็นพนักงานตัดวัดรองเท้า ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 370 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 405 บาท/วัน, พนักงานอัดพื้นรองเท้า ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 420 บาท/, ช่างเย็บรองเท้า ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 380 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 420 บาท/วันและพนักงานประกอบรองเท้า ค่าจ้างระดับที่ 1 ค่าจ้าง 36 บาท/วัน ระดับที่ 2 ค่าจ้าง 390 บาท/วัน
ทั้งนี้ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือนี้มุ่งที่จะคุ้มครองลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ แต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับให้ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ลูกจ้างมีการพัฒนาฝีมือแรงงานและมีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แหล่งข้อมูลประชาชาติธุรกิจ

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"โรงสี" ชี้ผลผลิตน้อยดันข้าวราคาดี "หอมมะลิ" ขยับสูง 1.7 หมื่นบาท/ตัน

        

 นางสุนันทา หนูทอง ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดลพบุรี เจ้าของโรงสีข้าวธีระชิติเจริญกิจ ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง ลพบุรี เผยว่า ในลพบุรี ราคาข้าวหอมจังหวัด ข้าวหอมมะลิ ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 15,000-16,000 บาท ต่อตัน / เกวียน แต่ไม่มีข้าวเหลือแล้ว ตามยุ้งฉางในลพบุรี เพราะข้าวหอมมะลิราคาดี ทุกโรงสี ต่างก็รีบขายกันหมด ไม่มีเหลือในโรงสีต่างๆเลยและการเพาะปลูกก็เพิ่งเริ่ม
         "พื้นที่ที่ทำนาข้าวหอมมะลิในลพบุรีมีที่อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกเจริญ อำเภอโคกสำโรง อำเภอ ลำสนธิ อำเภอชัยบาดาล ข้าวตอนนี้ทุกโรงสีไม่มีข้าวเก็บไว้แล้ว ในเมื่อข้าวหอมราคาดี โรงสีก็ต้องรีบขายทิ้งให้หมด ไม่ต้องแบกดอกเบี้ยแบงก์ไม่คุ้มกัน ส่วนข้าวขาว 5% ที่เป็นข้าวเปลือก ราคาอยู่ที่ 8200 -8400 ต่อตัน ถ้าเป็นข้าวสารอยู่ที่ 1300 ต่อตัน –ข้าวขาว 5 % ทางโรงสีในลพบุรี ซื้อได้พอสมควรแล้ว ผิดกับข้าวหอมมะลิในลพบุรีที่ไม่มี ส่วนข้าวหอมปทุม อยู่ที่กิโลกรัมละ 24 บาทหรือ ตันละ 12,000-13,000 บาท"

         นายณัฐวัฒน์ ศิริเลิศหิรัญ เจ้าของโรงสี ส.วงษ์พานิช ตำบลหนองทรายขาว อำเภอบ้านหมี่ลพบุรีและเจ้าของโรงสีศิริเลิศหิรัญ 2554 ตำบลตาอ็อง อำเภอเมืองสุรินทร์ กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิข้าวเปลือก(ที่สุรินทร์) ราคาอยู่ที่ตันละ 17,000 บาท และมีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปอีก ที่ราคาข้าวหอมมะลิสูงขึ้นเพราะข้าวหอมมะลิมีผลผลิตน้อย เนื่องจากฝนตกชะยอดข้าวทำให้ข้าวไม่ติดรวงมีแต่ต้นที่งาม ไม่มีรวงข้าว ข้าวหอมมะลิ เคยทำ 10 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 4-5 ตัน แต่ปัจจุบันได้ข้าวแค่ 2-3 ตัน
         "ข้าวหอมจังหวัดราคาข้าวเปลือกอยู่ที่ตันละ 14,000-15,000 บาท ส่วนข้าวขาว 5% ราคาข้าวสารอยู่ที่ตันละ 13,000 บาท ข้าวเปลือกอยู่ที่ตันละ 8,400-8,500 บาท ปีนี้ทำท่าว่าข่าวเปลือกราคาจะดี เพราะผลผลิตมีน้อย บางแห่งทำนาท้ายคลอง น้ำก็แทบไม่พอ" นายณัฐวัฒน์ กล่าว

สรศักดิ์ ทับทิมพราย รายงาน

วธ.-สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความเห็นเด็ก-เยาวชน 'วันวาเลนไทน์' ปี 61

วธ.-สวนดุสิตโพล เผยสำรวจความเห็นเด็ก-เยาวชน “วันวาเลนไทน์” ปี 61 บุคคลที่อยากบอกรักมากที่สุดคือ พ่อแม่-คนรัก แฟน คู่สมรส คู่ชีวิต-เพื่อน ร้อยละ 64.69 


นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานผล การสำรวจความคิดเห็น ซึ่ง วธ. ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชนต่อ “วันแห่งความรัก (วันวาเลนไทน์)” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,428 คน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่า เด็ก เยาวชนและประชาชนส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับวันแห่งความรัก (วาเลนไทน์) ในปีนี้ ร้อยละ 58.61 ให้ความสำคัญพอๆ กับทุกปีที่ผ่านมา รองลงมาร้อยละ 19.65 ไม่เคยให้ความสำคัญเลย ร้อยละ 12.46 ให้ความสำคัญมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาและร้อยละ 9.28 ให้ความสำคัญน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเยาวชนและประชาชนว่า บุคคลที่เด็ก เยาวชนและประชาชน ส่วนใหญ่ อยากมอบความรักหรือส่งความรู้สึกที่ดีให้ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด พบว่า ร้อยละ 66.20 คือพ่อแม่/ผู้ปกครอง รองลงมาร้อยละ 62.16 คนรัก/แฟน/คู่สมรส/คู่ชีวิต ร้อยละ 28.98 เพื่อน ร้อยละ 24.88 ครูอาจารย์/ ผู้มีพระคุณ ร้อยละ 15.22 บุตร/หลาน/ญาติ เป็นต้น ทั้งนี้ ได้สอบถามถึงสิ่งที่ เยาวชนและประชาชน อยากมอบให้แฟน/คนรัก/พ่อแม่/ครอบครัวใน วันวาเลนไทน์ พบว่า ร้อยละ 73.02 บอกรักด้วยคำพูด รองลงมาร้อยละ 71.48 ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 64.25 ให้ดอกกุหลาบ และร้อยละ 58.11 ไปเที่ยวด้วยกัน ร้อยละ 46.53 มอบสิ่งของแทนใจ เช่น สร้อย แหวน เงิน ทอง ร้อยละ 45.72 บอกรักผ่าน Social และร้อยละ 33.21 ให้ Chocolate เป็นต้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า จากการสอบถามว่านอกจากพ่อแม่แล้ว คู่รักต้นแบบในความคิดของเด็ก เยาวชนและประชาชนคิดว่าเป็นใคร ได้แก่ พ่อรอง-แม่ทุม ฉัตรชัย-สินจัย เคน-หน่อย เจ-ปิ่น หมอโอ๊ค-โอปอล เป็นต้น
ส่วนคู่รักดาราวัยรุ่น อาทิ ตูน–ก้อย เวย์-นานา ชมพู่-น็อต มาร์กี้–ป๊อก กุ๊บกิ๊บ–บี้ ณเดช-ญาญ่า เป็นต้น นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่าในความคิดของเยาวชน ประชาชน รูปแบบความรักอย่างสร้างสรรค์เป็นอย่างไร ร้อยละ 65.98 ให้เกียรติกัน รองลงมาร้อยละ 51.36 ชวนทำกิจกรรมดี ๆ ร่วมกัน อาทิ ชวนกันเรียน ทำบุญ ช่วยเหลือสังคม เป็นจิตอาสา ร้อยละ 44.84 คบเป็นแฟนกันอยู่ในสายตาและการรับรู้ของผู้ใหญ่ ร้อยละ 37.85 ใช้เวลาศึกษาดูใจกันนาน ๆ ไม่ชิงสุกก่อนห่าม เป็นต้น
ทั้งนี้ สอบถามความคิดเห็นในประเด็นว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ หากแฟนหรือคนรักขอมีเพศสัมพันธ์ด้วยในวัยที่ไม่พร้อม มีวิธีหรือจะใช้คำพูดปฏิเสธอย่างไร ตัวอย่างคำพูดที่จะใช้ปฏิเสธ อันดับ1 ปฏิเสธไปตรงๆว่า ยังไม่พร้อม/ยังไม่ถึงเวลา อันดับ 2 พูดคุยดีๆ มีเหตุมีผล อันดับ 3 บอกให้รอก่อนได้ไหม มันไม่ดี ไม่เหมาะสม อันดับ 4 ชวนทำกิจกรรมอย่างอื่น และไม่อยู่ในที่ลับตา 2 ต่อ 2 อันดับ 5 ควรให้เกียรติกัน เห็นแก่พ่อแม่ ไม่อยากให้ท่านเสียใจ อันดับ 6 ควรรอให้เราแต่งงานกันก่อน อันดับ 7 ถ้าห้ามไม่ได้ควรป้องกัน เป็นต้น
และได้สอบถามว่า เด็ก เยาวชนและประชาชนส่วนใหญ่ คิดว่าวัยรุ่นยุคใหม่ควรแสดงออกถึงความรัก/การบอกรักตามวิถีวัฒนธรรมประเพณีไทยที่ดีอย่างไร พบว่า ร้อยละ 65.12 ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ร้อยละ 62.77 ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว ร้อยละ 55.71 รักนวลสงวนตัว ร้อยละ 55.58 คบกันอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ร้อยละ 44.23 ไม่ชิงสุกก่อนห่าม และร้อยละ 24.90 เข้าตามตรอก ออกตามประตู
อย่างไรก็ตาม ยังได้สอบถามเด็ก เยาวชนว่าจะใช้ช่องทางในการสื่อสารกับแฟนและบอกรักแฟนในวัน วาเลนไทน์ปีนี้ พบว่า ร้อยละ 64.69 บอกรักแฟนทางโทรศัพท์ ร้อยละ 60.46 ไลน์ (Line) ร้อยละ 51.77 เฟซบุ๊ก ร้อยละ 29.95 ทาง chat box facebook และร้อยละ 26.48 อินสตาแกรม เป็นต้น นอกจากนี้ สอบถามว่า ประโยคหรือคำพูดที่จะใช้บอกรักในวันวาเลนไทน์ปีนี้ พบว่า คำและประโยคที่จะบอกรัก อาทิ รักนะ รักนะจุ๊บๆ รักนะตัวเธอ ฉันรักเธอ ฉันชอบเธอ เค้ารักตัวเองนะ เป็นแฟนกันนะ ซารางเฮโย Love you baby เป็นต้น
ทั้งนี้ สอบถามความคิดเห็นเด็กเยาวชนและประชาชน อยากให้ ภาครัฐและกระทรวงวัฒนธรรมจัดกิจกรรม เพื่อสร้างค่านิยมที่ดีในวันแห่งความรัก (วาเลนไทน์) อย่างไร พบว่า ต้องการให้จัดกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ กิจกรรมที่ส่งเสริมการแบ่งปันความรัก การแสดงออกกับคนรักหรือคนในครอบครัว กิจกรรมคู่รัก /ประกวดคู่รัก /รูปภาพสื่อรัก กิจกรรมคู่รักชวนกันเที่ยว เชิญชวนให้เที่ยวตามสถานที่เชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ชวนกันเข้าวัดทำบุญ /กิจกรรมที่สร้างกุศล ช่วยเหลือผู้อื่น /ทำความดีให้แก่สังคม/ ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่บ้านเด็กกำพร้ากิจกรรมการบอกรัก /การแสดงความรักแบบวัฒนธรรมไทย ส่งเสริมความรักที่สร้างสรรค์ ให้ความรู้ รู้วิธีการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และให้ความรู้เรื่องหลักการใช้ชีวิตคู่ให้ยั่งยืน เป็นต้น
แหล่งข้อมูล กรุงเทพธุรกิจ

เช็กรายละเอียด "คลินิกแก้หนี้" ใครมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ

คลินิกแก้หนี้ ดีเดย์ 1 มิถุนายน 2560 ช่วยลูกหนี้ที่มีหนี้ธนาคารหลายแห่งปลดหนี้ได้ภายใน 10 ปี พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผ่อนปรน 4-7% มาเช็กรายละเอียดต่าง ๆ กันเลย


          ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ที่มีหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับผู้บริหารสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สถาบันการเงิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM เปิดตัวโครงการ "คลินิกแก้หนี้" เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ประชาชนทั่วไปอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ให้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น ไม่กลายเป็นหนี้เสียค้างชำระดังเช่นปัจจุบัน 

          เชื่อว่าโครงการนี้น่าจะได้รับความสนใจจากมนุษย์เงินเดือนที่มีหนี้สินไม่น้อย กระปุกดอทคอม จึงนำข้อมูลและรายละเอียดของโครงการ "คลินิกแก้หนี้" มาแจกแจงให้ทราบกัน และจะได้ตรวจสอบด้วยว่าเรามีสิทธิ์เข้าโครงการนี้ด้วยหรือไม่
คลินิกแก้หนี้ คืออะไร เริ่มเมื่อไร

          คลินิกแก้หนี้ หรือ "โครงการแก้ไขปัญหาหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน" เป็นนโยบายของภาครัฐที่มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนรายย่อยที่มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารพาณิชย์หลายแห่งให้มีโอกาสปลดหนี้ โดยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (บสส.) หรือ SAM เป็นตัวกลางในการปรับโครงสร้างหนี้ ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายให้ได้ข้อยุติในคราวเดียว เหมือนกับ One Stop Service ที่ลูกหนี้แค่มาเจรจาที่คลินิกแก้หนี้ที่เดียวก็เหมือนกับได้ติดต่อกับเจ้าหนี้ทุกราย เรียกได้ว่า "หนี้บัตรทบ จบที่เดียว" 


          ทั้งนี้โครงการนำร่องจะเริ่มต้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 โดยจะช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหนี้กับธนาคารหลายแห่งก่อน เนื่องจากพบว่าบุคคลกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งลูกหนี้จะผ่อนชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิมที่เคยจ่ายประมาณ 20-25% จะเหลือเพียง 4-7% ตามช่วงรายได้

สินเชื่อประเภทไหนบ้างที่เข้าร่วมโครงการได้

          ต้องเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน และไม่มีผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ลูกหนี้มีอยู่กับธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ สามารถนำยอดหนี้บัตรเครดิตเฉพาะบัตรที่เป็นหนี้เสียทุกใบมาเข้าร่วมโครงการได้ แต่ต้องมียอดหนี้เงินต้นคงค้างไม่เกิน 2 ล้านบาท 

          กรณีเป็นหนี้นอกระบบจะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

ธนาคารอะไรบ้างที่เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

          มีธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ 17 ธนาคาร ได้แก่

          - ธนาคารกรุงเทพ
          - ธนาคารไทยพาณิชย์
          - ธนาคารกสิกรไทย
          - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
          - ธนาคารกรุงไทย
          - ธนาคารทหารไทย
          - ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
          - ธนาคารไอซีบีซี
          - ธนาคารเกียรตินาคิน
          - ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
          - ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
          - ธนาคารธนชาต
          - ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย
          - ธนาคารทิสโก้
          - ธนาคารยูโอบี
          - ซิตี้แบงก์
          - แบงค์ออฟไชน่า

คลินิกแก้หนี้ ใครมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการได้

          ลูกหนี้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

          - เป็นบุคคลธรรมดา 
          - มีรายได้ประจำ หรือประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำก็ได้ 
          - ต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี (ต้องไม่เกินตลอดอายุที่อยู่ในโครงการ)
          - มีหนี้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ค้างชำระเกิน 3 เดือน (90 วัน) กับธนาคารตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2560
          - ไม่เป็นผู้ที่ถูกฟ้องดำเนินคดี
          - ยอดหนี้เงินต้นค้างชำระรวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

          * ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ บสส. โดยผู้สมัครจะต้องผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ รวมถึงการวิเคราะห์ รายได้ รายจ่าย แล้วมีเงินสดคงเหลือเพียงพอในการผ่อนชำระตามเงื่อนไข

เงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

          - ลูกหนี้ต้องไม่ก่อหนี้ใหม่เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี
          - พร้อมเรียนรู้การสร้างวินัยทางการเงินที่ดี
          - เสียดอกเบี้ยเฉลี่ย 4-7% ต่อปี (ตามช่วงรายได้) ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี

อัตราดอกเบี้ยการผ่อนชำระตามช่วงรายได้

          - ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน ไม่เกิน 30,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 4%
          - ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 30,000–50,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 5%
          - ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 50,000–100,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 6%
          - ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 100,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 7%


สมัครโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ที่ไหน

          ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ 4 ช่องทางคือ

          1. ทางเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ www.debtclinicbysam.com

          2. ติดต่อที่สำนักงานโครงการ เลขที่ 333 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ชั้น 12 ซอยเฉยพ่วง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

          3. ติดต่อที่ สาขาของ บสส. 4 สาขา
          – สาขาสุราษฎร์ธานี 213/17 หมู่ 1 ถนนเพชรเกษม ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000
          – สาขาขอนแก่น 381/46-47 หมู่ 17 ถนนมิตรภาพ  ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
          – สาขาพิษณุโลก 5/16-17 หมู่ 5 ถนนสิงหวัฒน์ ตำบลบ้านคลอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 65000
          – สาขาเชียงใหม่ 109/4 ถ.เชียงใหม่-ลำปาง (ท.ล.11) กม.98.7 เทศบาลตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300

          4. ทาง Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 น. (เว้นวันหยุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย)

ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้

          - ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com  หรือ Call Center (โทร. ติดต่อ) 02-610-2266

          - ขั้นตอนที่ 2 : กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มใบสมัคร และยืนยันข้อมูลผ่านเว็บไซต์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป (ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่นี่)

          - ขั้นตอนที่ 3 : รอเจ้าหน้าที่โครงการติดต่อกลับ เพื่อนัดหมาย วัน เวลา เข้าพบที่สำนักงาน (โดยปกติจะติดต่อกลับไม่เกิน 1 วันทำการ แต่หากไม่ได้รับการติดต่อกลับ ให้โทร. มาสอบถามเพิ่มเติมที่ Call Center 02-610-2266)

          - ขั้นตอนที่ 4 : จัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง สำหรับประกอบการพิจารณา 

          - ขั้นตอนที่ 5 : พบเจ้าหน้าที่โครงการที่สำนักงานโครงการ เพื่อพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้

          - ขั้นตอนที่ 6 : เจ้าหน้าที่โครงการจะนัดหมาย เพื่อลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อได้รับการยืนยันจากธนาคารเจ้าหนี้ให้เข้าร่วมโครงการ

คลินิกแก้หนี้

เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณา

          1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ
          2. สำเนาทะเบียนบ้าน
          3. ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
          4. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร
          5. สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน
          6. เอกสารแสดงการเดินบัญชี (Statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง
          7. บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ)
          8. ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ)
          9. หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ
          10. ใบแจ้งหนี้/เอกสารแสดงความเป็นหนี้
          11. หนังสือยินยอมเปิดเผยข้อมูลเครดิตบูโร

          สามารถตรวจสอบตัวอย่างเอกสารได้ที่ debtclinicbysam.com  

ตรวจสอบเครดิตบูโรได้อย่างไร

          สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรได้ที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) หรือที่ธนาคารพาณิชย์ และที่สำนักงาน บสส. ค่าธรรมเนียมครั้งละไม่เกิน 150 บาท อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ ทำความรู้จัก เครดิตบูโร คืออะไร เช็กได้ที่ไหน   

ประโยชน์ที่ลูกหนี้จะได้รับจากโครงการคลินิกแก้หนี้

          - ไม่ถูกทวงถามหนี้จากเจ้าหนี้หลายราย
          - ลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือน เพราะชำระเฉพาะเงินต้นค้างชำระ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราผ่อนปรนไม่เกิน 7% ตามช่วงรายได้ ระยะเวลาผ่อนชำระได้ไม่เกิน 10 ปี
          - เป็นการรวมหนี้ และผ่อนชำระในที่เดียว
          - รู้จักวางแผนทางการเงินที่ดี

          ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องชำระค่างวดให้ตรงตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ และไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งหากผิดสัญญาจะมีผลให้สัญญาปรับโครงสร้างหนี้สิ้นสุดลง และต้องออกจากโครงการ หากใครสนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.debtclinicbysam.com หรือ www.คลินิกแก้หนี้.com  หรือ Call Center (โทร. ติดต่อ) 02-610-2266

คลินิกแก้หนี้

แหล่งข้อมูล K@pook https://money.kapook.com/view171592.html
แหล่งข้อมูล โครงการคลินิกปลอดหนี้ http://www.debtclinicbysam.com/

ลงนาม MOU เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลักดัน “ไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก” ระหว่าง 4 หน่วยงาน “กระทรวงพาณิชย์- หอการค้าไทย-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ -มหาวิทยาลัยบูรพา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มั่นใจจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะมีการลงนามความตกลงที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิต กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ

ลงนาม MOU เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลักดัน “ไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก” ระหว่าง 4 หน่วยงาน “กระทรวงพาณิชย์- หอการค้าไทย-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ -มหาวิทยาลัยบูรพา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มั่นใจจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะมีการลงนามความตกลงที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิต กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ
ภาพจากไทยรัฐ
            นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานสักขีพยานการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)การผลักดันประเทศไทยให้เป็นมหานคร  ผลไม้ของโลก ที่สหกรณ์การเกษตรมะขาม อ.มะขาม จ.จันทบุรี
           สำหรับการลงนามในครั้งเป็นการลงนาม ระหว่าง 4หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยบูรพา โดยจะร่วมกันกำหนดมาตรฐานผลไม้ไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ThaiGAP และ Q-GAP ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต และเครือข่ายตลาด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าผลไม้ของไทย ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมีผลทันที หลังจากที่ได้ลงนามใน MOU ระหว่างกัน
           นายสนธิรัตน์ แสดงความเชื่อมั่นว่า จากศักยภาพในการเพาะปลูกผลไม้ที่มีความหลากหลายและรสชาติโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ เมื่อผนวกเข้ากับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถยกระดับคุณภาพและราคาผลไม้ของไทยได้สำเร็จ
          ที่สำคัญมั่นใจว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะมีการลงนามความตกลงที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกและในภูมิภาคต่าง ๆ กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนผลไม้มีตลาดรองรับที่แน่นอน และยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพราะใน MOU ได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพผลไม้ของไทยเอาไว้ ตลอดจนมีความร่วมมือในการรวบรวม การขนส่ง และการกระจายสินค้า ทั้งในประเทศและการส่งออกด้วย
 
           อย่างไรก็ตาม นอกจากจะมีการทำข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าวแล้ว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดจันทบุรีครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแผนยุทธ์ศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก ภายใต้  4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
          1) มุ่งเน้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อน สดและแปรรูป ให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกำหนดมาตรฐานการผลิตและการค้าผลไม้  เกรดพรีเมี่ยมและเกรดรอง และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลไม้ของไทย
          2) การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายช่องทางไปถึงตลาดออนไลน์ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และตลาดชายแดน
          3) สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านการเงินของผู้ประกอบการค้าผลไม้ของไทย โดยจัดหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้คุณภาพ
          4) การประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้เมืองร้อนของไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาด  ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างค่านิยมในการบริโภคผลไม้ในพื้นที่จังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้ว ยังต้องส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศ และสร้างตราสินค้า หรือทำ Branding ด้วย
ที่มา : – ข่าวทำเนียบรัฐบาล

วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครม.ไฟเขียว4ยุทธศาสตร์ดันไทยเป็น "มหานครผลไม้โลก"


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.สัญจรอนุมัติในหลักการโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor) ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและตลาดผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ ในระยะที่ 1 จำนวน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบฯ 61 ภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการผลผลิต, การบบริหารจัดการการตลาด, การวิจัยและพัฒนา, พัฒนาองค์กรและเกษตรกร และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ นอกจากนี้ ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลักดันประเทศไทยให้เป็น "มหานครผลไม้ของโลก" ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยบูรพา โดยจะร่วมกันกำหนดมาตรฐานผลไม้ไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ThaiGAP และ Q-GAP ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต และเครือข่ายตลาด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าผลไม้ของไทย ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมีผลทันทีหลังจากที่ได้ลงนามใน MOU ระหว่างกัน นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า จากศักยภาพในการเพาะปลูกผลไม้ที่มีความหลากหลายและรสชาติโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ เมื่อผนวกเข้ากับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถยกระดับคุณภาพและราคาผลไม้ของไทยได้สำเร็จ และที่สำคัญมั่นใจว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะมีการลงนามความตกลงที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกและในภูมิภาคต่าง ๆ กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนผลไม้มีตลาดรองรับที่แน่นอน และยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพราะใน MOU ได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพผลไม้ของไทยเอาไว้ ตลอดจนมีความร่วมมือในการรวบรวม การขนส่ง และการกระจายสินค้า ทั้งในประเทศและการส่งออกด้วย นอกจากนี้ ครม.สัญจรได้เห็นชอบแผนยุทธ์ศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก ภายใต้  4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1) มุ่งเน้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อน สดและแปรรูป ให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกำหนดมาตรฐานการผลิตและการค้าผลไม้ เกรดพรีเมี่ยมและเกรดรอง และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลไม้ของไทย
2) การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายช่องทางไปถึงตลาดออนไลน์ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และตลาดชายแดน
3) สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านการเงินของผู้ประกอบการค้าผลไม้ของไทย โดยจัดหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้คุณภาพ
4) การประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้เมืองร้อนของไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างค่านิยมในการบริโภคผลไม้ในพื้นที่จังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้ว ยังต้องส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศ และสร้างตราสินค้า หรือทำ Branding ด้วย

'รมช.คลัง' เตรียมชง 'พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ' เข้าสนช.

"รมช.คลัง" คาดช่วงเดือน มี.ค.จะชง "พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ" เข้า "สนช." มั่นใจมีผลบังคับใช้ในปี 2562 แน่นอน

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ช่วงเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าจะสามารถนำร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาในวาระ 2-3 ได้อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 120 วัน หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ยังยืนยันว่าร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 อย่างแน่นอน
สำหรับในเบื้องต้นนั้น คาดว่า ในช่วง 4 ปีแรกของการจัดเก็บภาษีใหม่นั้น คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 10,000 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยปีละ 2,500 ล้านบาท จากปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บภาษีรวมบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรียนรวม 30,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีการยกเว้นภาษี หรือ ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้น การบรรเทาภาระภาษี เช่น ที่อยู่อาศัยหลักที่เจ้าของได้รับมรดกก่อนกฎหมายใช้บังคับ ทรัพย์สินของสถานศึกษาเอกชน หรือ ที่ดินที่กฎหมายห้ามทำประโยชน์บางอย่าง เช่น ห้ามสร้างอาคารขนาดใหญ่ แต่ให้ปลูกบ้านอาศัย หรือ ทำการเกษตร เป็นต้น
"ตอนนี้ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯอยู่ในชั้นกรรมธิการ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะเสนอให้สนช.พิจารณาวาระ 2-3 ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่า ภาษีดังกล่าวจะต้องกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพิจารณากันอย่างรอบคอบ และรับฟังความเห็นหลายครั้ง โดยยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีนั้น จะทำให้กฎหมายมีความชัดเจน ลดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วย" นายวิสุทธิ์ กล่าว
""

ครม.ไฟเขียวมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง

ครม.ไฟเขียวมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว 55 จังหวัดเมืองรอง ชี้นำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนครครม.ไฟเขียวมาตรการภาษี 15,000 บาท มีผล 1 ม.ค.-31 ธ.ค.61


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และร่างกฎกระทรวง ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง นำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2561
สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 55 จังหวัดเมืองรอง นำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าทัวร์ ค่าแพ็คเกจท่องเที่ยว โดยใช้หลักฐานที่เป็นใบเสร็จรับเงิน โดยไม่ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ จากร้านค้าและสถานประกอบการการท่องเที่ยวในเมืองรองมาใช้ได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวกระจายสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการกระจายรายได้ไปสู่ชนบท
สำหรับ เมืองรองใน 55 จังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช ตรัง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง พิษณุโลก อุบลราชธานี หนองคาย เลย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ราชบุรี จันทบุรี นราธิวาส ยะลาและปัตตานี

ด้านนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในจำนวน 55 จังหวัดที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยว เนื่องจากยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวไม่มาก จึงต้องการกระตุ้นทั้งการจัดสัมมนาและท่องเที่ยว ซึ่งนอกจากบุคคลธรรมดาจะนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้แล้ว นิติบุคคลก็สามารถนำไปลดหย่อนได้

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ-หลักสอง เตรียมเปิดใช้ ก.ย.2562

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมระบุในช่วงเดือนกันยายนปีหน้า ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ-หลักสอง ก่อน ขณะเดียวกัน ยังมีแผนการจัดซื้อขบวนรถไฟฟ้าของสายสีน้ำเงิน เพื่อลดปัญหาความแออัดในการให้บริการ

วันนี้ (12 ก.พ.2561) นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงเตาปูน-ท่าพระว่า โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าด้านการก่อสร้างแล้วร้อยละ 97.69 โดยมีแผนเปิดให้บริการ 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เปิดเดินรถสายใต้ช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ-หลักสอง ในเดือนกันยายน 2562 และระยะที่ 2 เปิดเดินรถสายเหนือช่วงเตาปูน-ท่าพระ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ตลอดสายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563







สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายในเส้นทางนี้มีระยะทางรวม 27 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบยกระดับ 15 สถานีและโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบใต้ดิน 4 สถานี ซึ่งเชื่อมต่อแบบวงกลมกับรถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่สถานีเตาปูน นอกจากนี้ ยังเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) ช่วงยศเส-บางหว้า ที่สถานีบางหว้า





ขณะที่สถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรได้มีการตกแต่งสถาปัตยกรรมแบบจีนและยุโรป (ชิโนโปรตุกีส) เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เป็นย่านชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน โดยได้นำลวดลายมังกรมาเป็นองค์ประกอบหลักในการตกแต่งตั้งแต่การใช้ลวดลายส่วนหัวและท้องมังกรมาตกแต่งบริเวณทางลงสถานี เพดาน ชั้นจำหน่ายตั๋วสลับกับลายดอกบัวและลายประแจจีนประดับบนผนังทั้ง 2 ด้านตลอดแนวทางเดินและหัวเสาสถานี เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับสถานีรถไฟฟ้าสนามไชยและอิสรภาพ







ทั้งนี้ ในต้นปีหน้าจะมีขบวนรถใหม่มา 3 ขบวน จากนั้นจะมีการทดสอบการเดินรถ และจะเริ่มให้บริการในเดือนกันยายนปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น จากปกติที่ให้บริการได้วันละ 300,000 คน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ยังเยี่ยมชมสถานีสนามไชย โดยมีการออกแบบเป็นท้องพระโรงสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีการขุดเจาะอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
แหล่งข้อมูล  thai PBS