วันจันทร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครม.ไฟเขียว4ยุทธศาสตร์ดันไทยเป็น "มหานครผลไม้โลก"


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.สัญจรอนุมัติในหลักการโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor) ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตและตลาดผลไม้เมืองร้อนที่มีคุณภาพได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ ในระยะที่ 1 จำนวน 80 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบฯ 61 ภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการผลผลิต, การบบริหารจัดการการตลาด, การวิจัยและพัฒนา, พัฒนาองค์กรและเกษตรกร และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ นอกจากนี้ ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลักดันประเทศไทยให้เป็น "มหานครผลไม้ของโลก" ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยบูรพา โดยจะร่วมกันกำหนดมาตรฐานผลไม้ไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ThaiGAP และ Q-GAP ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ผลิต และเครือข่ายตลาด นำไปสู่การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าผลไม้ของไทย ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวจะมีผลทันทีหลังจากที่ได้ลงนามใน MOU ระหว่างกัน นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า จากศักยภาพในการเพาะปลูกผลไม้ที่มีความหลากหลายและรสชาติโดดเด่นเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ เมื่อผนวกเข้ากับความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถยกระดับคุณภาพและราคาผลไม้ของไทยได้สำเร็จ และที่สำคัญมั่นใจว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลกได้แน่นอน เพราะมีการลงนามความตกลงที่ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมโยงตลาดผลไม้ ระหว่างผู้ผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกและในภูมิภาคต่าง ๆ กับผู้รับซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชาวสวนผลไม้มีตลาดรองรับที่แน่นอน และยังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพราะใน MOU ได้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพผลไม้ของไทยเอาไว้ ตลอดจนมีความร่วมมือในการรวบรวม การขนส่ง และการกระจายสินค้า ทั้งในประเทศและการส่งออกด้วย นอกจากนี้ ครม.สัญจรได้เห็นชอบแผนยุทธ์ศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก ภายใต้  4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1) มุ่งเน้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อน สดและแปรรูป ให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยกำหนดมาตรฐานการผลิตและการค้าผลไม้ เกรดพรีเมี่ยมและเกรดรอง และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลไม้ของไทย
2) การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้มีการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายช่องทางไปถึงตลาดออนไลน์ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และตลาดชายแดน
3) สนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านการเงินของผู้ประกอบการค้าผลไม้ของไทย โดยจัดหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อเป็นเงินทุนให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้คุณภาพ
4) การประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้เมืองร้อนของไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งนอกจากจะมีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์สร้างค่านิยมในการบริโภคผลไม้ในพื้นที่จังหวัดที่มีกำลังซื้อสูงหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้ว ยังต้องส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศ และสร้างตราสินค้า หรือทำ Branding ด้วย

'รมช.คลัง' เตรียมชง 'พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ' เข้าสนช.

"รมช.คลัง" คาดช่วงเดือน มี.ค.จะชง "พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ" เข้า "สนช." มั่นใจมีผลบังคับใช้ในปี 2562 แน่นอน

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ช่วงเดือนมีนาคมนี้ คาดว่าจะสามารถนำร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณาในวาระ 2-3 ได้อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 120 วัน หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ ยังยืนยันว่าร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 อย่างแน่นอน
สำหรับในเบื้องต้นนั้น คาดว่า ในช่วง 4 ปีแรกของการจัดเก็บภาษีใหม่นั้น คาดว่ารัฐบาลจะจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 10,000 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยปีละ 2,500 ล้านบาท จากปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บภาษีรวมบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรียนรวม 30,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีการยกเว้นภาษี หรือ ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้น การบรรเทาภาระภาษี เช่น ที่อยู่อาศัยหลักที่เจ้าของได้รับมรดกก่อนกฎหมายใช้บังคับ ทรัพย์สินของสถานศึกษาเอกชน หรือ ที่ดินที่กฎหมายห้ามทำประโยชน์บางอย่าง เช่น ห้ามสร้างอาคารขนาดใหญ่ แต่ให้ปลูกบ้านอาศัย หรือ ทำการเกษตร เป็นต้น
"ตอนนี้ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯอยู่ในชั้นกรรมธิการ ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้จะเสนอให้สนช.พิจารณาวาระ 2-3 ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับว่า ภาษีดังกล่าวจะต้องกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพิจารณากันอย่างรอบคอบ และรับฟังความเห็นหลายครั้ง โดยยืนยันว่า การจัดเก็บภาษีนั้น จะทำให้กฎหมายมีความชัดเจน ลดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วย" นายวิสุทธิ์ กล่าว
""